Buddhas of Bamiyan พระพุทธรูปสลักผนังบนเส้นทางสายไหม

พระพุทธรูปแห่งบามียา คือพระพุทธรูปยืนสององค์ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูง 2,500 เมตรในหุบผาบามียาน จังหวัดบามียาน ประเทศอัฟกานิสถาน พระพุทธรูปแห่งนี้ถูกสถาปนาขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 10 ตามศิลปะแบบกรีกโบราณ

โดยหมู่พระพุทธรูปได้ถูกทำลาย ด้วยระเบิดไดนาไมต์เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544 ตามคำสั่งของนายมุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัร ประมุขของรัฐบาลฏอลิบาน ด้วยเหตุผลว่ากฎหมายอิสลามไม่อนุญาตให้บูชารูปเคารพ ทำให้นานาประเทศต่างประณามการกระทำเช่นนี้อย่างรุนแรง เนื่องจากหมู่พระพุทธรูปมิใช่สมบัติของผู้ใดผู้หนึ่งแต่เป็น “มรดกโลก” อันเป็นสาธารณสมบัติและความภาคภูมิใจของคนทั้งโลก

เหตุที่มีพระพุทธรูปสลักหินตั้งอยู่บริเวณนี้ นั่นเพราะหุบเขาบามียานตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมระหว่างจีน อินเดียตะวันออกกลางและยุโรป จึงมีการค้นพบศาสนสถานทางศาสนาพุทธและฮินดูเป็นจำนวนมาก คาดว่าบริเวณนี้เคยเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาก่อนที่ศาสนาอิสลามจะมาถึงในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13

ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดในบริเวณนี้คือ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ 3 องค์ 2 องค์แรกสร้างในช่วงปี พ.ศ. 1050 มีความสูง 37 เมตร ส่วนองค์ที่ 3 สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1097 ถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปแกะสลักฝาผนังที่ใหญ่ที่สุดในโลก คาดกันว่าสร้างโดยพระเถระและเหล่าราชวงศ์คุปตะแห่งอินเดีย

บนฝาผนังถ้ำที่ขุดเจาะมีการเขียนภาพ ซึ่งมีการผสมผสานระหว่างศิลปะคุปตะ ศิลปะคันธาระ และศิลปะเปอร์เซีย ครั้นเมื่อปี พ.ศ. 1173 พระถังซำจั๋งได้เดินทางเพื่อไปอัญเชิญพระไตรปิฏกที่ชมพูทวีป ท่านได้เล่าว่า ได้พบพระพุทธรูปเหลืองอร่ามไปด้วยทองคำถูกสร้างอย่างปราณีต และมีพระกว่า 1,000 รูปจำวัดอยู่ ที่นี่มีอารามมากกว่า 10 แห่ง ล้วนเป็นฝ่ายโลกุตตรวาท (โลกุตตรวาทิน) สังกัดนิกายมหายาน มีพระสงฆ์ซึ่งมีความรู้ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีอารามประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว พระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าอีกด้วย

---

---

ช่วงประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 1,600 ปี พระพุทธรูปแห่งนี้ได้พบกับสงครามและการจู่โจมมาโดยตลอด แม้จะมีชาวฮะซาระฮ์ ชนพื้นเมืองชาวมุสลิมคอยปกป้อง แต่การเสื่อมถอยของศาสนาพุทธทำให้มีการทำลายและการบุกรุก โจรกรรมวัตถุต่างๆ ตั้งแต่ 900 ปีที่แล้ว จนมาถึงปี พ.ศ. 2522 รวมถึงการเกิดสงครามที่สหภาพโซเวียตนำทหารมาบุกโจมตีอัฟกานิสถานและสงครามอัฟกัน จากการสำรวจได้มีรายงานว่า กว่า 80% ของภาพตามฝาผนังถ้ำได้ถูกทำลายลงไปแล้ว

คำให้การของมือระเบิดตามคำสั่งของฏอลิบาน กล่าวว่าถ้าเขาไม่ยอมระเบิดพระพุทธรูป ฏอลิบานจะฆ่าเขาทิ้งเหมือนที่ฆ่าลูกชายของเขา จึงต้องทำเพื่อการอยู่รอด โดยเขามีความเชื่อว่า ด้านหน้าของพระพุทธรูปที่ถูกทำลายมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์อีกองค์ ซึ่งมีขนาดใหญ่พระพักต์อมยิ้มฝังอยู่ใต้ดิน โดยเป็นความเชื่อที่มีการเล่าขานสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน สอดคล้องกับคำเล่าของพระถังซัมจั๋งซึ่งได้เห็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์นี้เช่นกัน โดยในปี พ.ศ. 2548 นักโบราณคดีก็ได้ขุดค้นพบส่วนพระบาทของของพระนอน

ทางองค์การยูเนสโกได้มีการเข้าไปอนุรักษ์พื้นที่เพื่อปะติดพระพุทธรูปองค์เล็กให้ประดิษฐานในโพรงหินทรายได้สำเร็จ ส่วนองค์ใหญ่นั้นไม่เหลือชิ้นส่วนมาปะติดได้อีก กระนั้นในอีกสองปีกว่าต่อมา ทางยูเนสโกก็ได้ฟื้นฟูสถานที่ที่เคยประดิษฐานของพระพุทะรูปองค์ใหญ่ได้สำเร็จ

(3384)