ความกลัวที่ซ่อนเร้น : หนู

หนูมักซ่อนเร้นอยู่ตามที่มืดๆ ที่ซึ่งเราพยายามหลีกเลี่ยง พวกมันคือนักเอาตัวรอดที่ชาญฉลาดซึ่งเฟื่องฟูอยู่แถบเส้นศูนย์สูตร หนูนั้นมักถูกมองว่าเป็นพาหะนำโรคร้ายไปทั่วโลกแม้ว่าในความเป็นจริง พวกมันเป็นเพียงสัตว์ที่ไร้พิษสงที่น้อยครั้งจะโจมตีมนุษย์ แต่สำหรับบางคนแล้ว หนูนั้นคือปีศาจกลับชาติมาเกิดสิ่งที่เป็นบ่อเกิดของฝันร้ายคนหลายคนนึกถึงพวกมันว่าเป็นสัตว์ที่ชั่วร้าย และชอบหลบซ่อนผิวหนังที่ดำและมีจมูกที่ยาวแหลมกับกรงเล็บอันแหลมคม

เราเรียกผู้ที่กลัวหนูว่าเป็นพวก เซมมิโฟเบีย (Zemmiphobia) หรือความกลัวหนูอย่างรุนแรง เนื่องจากหนูนั้นเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างลึกซึ้งและยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้น จำนวนหนูก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันหนูคู่หนึ่งอาจทำให้มีทายาทถึง 15,000 ตัวพวกมันยึดครองทุกทวีปและเกาะบนโลก

 

<------------->

<------------->

 

กุญแจของความสำเร็จอยู่ที่การปรับตัว พวกมันกัดแทะไม้คอนกรีต และเหล็กได้ พวกมันกินได้ทุกอย่างตั้งแต่มูลจนถึงหนูตัวอื่น ๆ พวกมันไม่ได้อยู่แค่ในเมือง พวกมันยังอยู่ในป่าและทำลายพืชผลของโลกไปถึงหนึ่งในห้าต่อปี ไม่ว่าพวกมันจะไปที่ไหน พวกมันจะนำโรคร้ายไปด้วยเสมอ เมื่อหลายร้อยปีก่อนหนูมาที่เกาะอังกฤษ พวกมันว่ายขึ้นฝั่งมาพร้อมกับเรือสัมภาระและบุกรุกเข้าไปบนแผ่นดินเพื่อหาอาหารและอยู่ไกลขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรุกคืบต่อไป พวกมันจะแพร่ขยายโรคร้าย เช่น โรคเลพโตสไปโรซิส หรือโรคฉี่หนู ไข้จากการกัดของหนู และซัลโมเนลล่า ที่แย่ที่สุดก็คือหนูเป็นพาหนะของหมัดที่มีเชื้อกาฬโรคกาฬโรคระบาดหนักในยุโรปตั้งแต่ศตวรรษที่ 14ถึงศตวรรษที่17ประชากร 40%ในอังกฤษต้องหมดไปเพราะไข้ดำในปี 1348 ถึง 1350และตราบใดที่มีหนูกับหมัดโอกาสที่โรคระบาดจะกลับมาสูงบางทีความทรงจำนี้อาจอาจฝังแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึกของคน เป็นการเตือนภัยให้รักษาระยะห่างจากสัตว์เหล่านี้

ผู้เชี่ยวชาญได้พยายามไขปริศนาว่าทำไมมนุษย์จึงมีความกลัวอันลึกซึ้งเกี่ยวกับบางสิ่งแต่กลับไม่กลัวกับสิ่งอื่น ๆโดยนักวิจัยกล่าวว่าความกลัวอาศัยอยู่ทั่วสมองแต่โดยหลักแล้วมันอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าอะมิกดาล่า (Amygdala)ในภาวะฉุกเฉินอะมิกดาล่าจะเข้าครอบงำ ปิดศูนย์สร้างเหตุผลในสมองและสั่งการให้ร่างกายทำงาน สำหรับผู้ที่มีภาวะโฟเบีย อะมิกดาล่าจะทำงานเกินเวลา มันจะถูกกระตุ้นด้วยภาพและเสียงซึ่งตอกย้ำถึงสถานการณ์ที่น่ากลัวก่อนหน้านี้ เป้าหมายของการบำบัดอาการโฟเบียอย่างไม่ธรรมดานั้นคือการสอนสมองและสั่งการให้รู้จักวิธีใหม่ในการตอบสนองสิ่งที่เรากลัว ก่อนอื่นต้องช่วยให้พวกเขายอมรับความจริงที่ว่าเธอสามารถควบคุมทั้งสมองและอารมณ์ของตัวเองได้

(135)