ไพร่ และ ทาส ในสังคมไทยสมัยอยุธยา

ในสังคมไทยสมัยโบราณ ไพร่ หมายถึง สามัญชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในฐานะทาส หรือเจ้าขุนมูลนาย มีอิสระในการประกอบอาชีพ การตั้งบ้านเรือน มีครอบครัว มีศักดินา 10-25 ไร่ และต้องสังกัดมูลนาย จะโยกย้ายสังกัดไม่ได้ ไพร่ที่ขึ้นสังกัดหรือสักเลกแล้ว จะปรากฏเครื่องหมายสังกัดที่ข้อมือ หากสามัญชนผู้ใดไม่ได้สังกัดมูลนายจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย พลเมืองทั้งหมดต้องขึ้นทะเบียนเป็นหลักฐานไว้โดยแบ่งออกเป็นฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย  เพื่อที่ทุกคนจะได้รู้ว่า ตนเองนั้นต้องขึ้นสังกัดหน้าที่อยู่กับฝ่ายใด นอกจากนั้น ยังแบ่งส่วนราชการออกเป็นกรมอีก  แต่ละกรมมีหัวหน้าคนหนึ่งเรียกว่า “นาย”

ไพร่มีหน้าที่ในการถูกเกณฑ์แรงงาน หรือเสีย “ส่วย” และถูกเกณฑ์ทหารในยามที่มีศึกสงคราม  ตามจดหมายเหตุของลาลูแบร์ได้กล่าวไว้ว่า “ประชาชนชาวสยามรวมกันเป็นกองทหารรักษาดินแดน”  ซึ่งทุกคนต้องขึ้นทะเบียนหางว่าวกรมพระสุรัสวดี*** ทั้งหมด แม้ว่าระเบียบการปกครองในสมัยอยุธยา  จะแบ่งหน้าที่ของพลเมืองเป็นฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนอย่างชัดเจน แต่จะใช้ในยามปกติเท่านั้น  เมื่อเกิดศึกสงคราม เจ้านายทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนก็จะต้องเข้าประจำกองตามทำเนียบตน  เนื่องจากกำลังพลมีน้อย ไม่สามารถแบ่งแยกหน้าที่ป้องกันประเทศไว้ที่ทหารฝ่ายเดียวได้  จำเป็นต้องใช้หลักการรวม จึงทำให้ชายฉกรรจ์ทุกคนต้องเป็นทหาร  ซึ่งในสมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก็เรียกทหารเกณฑ์นี้ว่า “ไพร่” เช่นกัน

(***กรมพระสุรัสวดี หรือเรียกอีกอย่างว่า กรมสัสดี ซึ่งเป็นกรมที่ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ มีหน้าที่ทำทะเบียนหรือบัญชีคนในพระราชอาณาจักร และรักษาบัญชีเพื่อกำกับการเบิกจ่ายเกณฑ์กำลังคนทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน เร่งรัดการเก็บส่วยและเงินแทนการเกณฑ์ คัดสำเนากฎหมายและประกาศทางราชการแจกจ่ายให้ทุกกรมทราบ รวมทั้งพิจารณาคดีความที่เกี่ยวกับการแบ่งสังกัดหมวดหมู่ไพร่พล  กรมพระสุรัสวดีมีตำแหน่งพระสุรัสวดีกลาง เป็นเจ้ากรม และมีกรมซ้ายและขวาขึ้นอีก 2 กรม คือ กรมพระสุรัสวดีซ้าย และ กรมพระสุรัสวดีขวา  พระสุรัสวดีกลางปฏิบัติหน้าที่ในเมืองหลวงและเขตหัวเมืองชั้นใน พระสุรัสวดีซ้ายปฏิบัติหน้าที่ในหัวเมืองฝ่ายเหนือ 24 หัวเมือง และกรมพระสุรัสวดีขวาปฏิบัติหน้าที่ในหัวเมืองปักษ์ใต้ 14 หัวเมือง ส่วนข้าราชการในกรมเรียกว่า สัสดี  – ที่มา: สำนักงานราชบัณฑิตยสภา)

ไพร่ฝ่ายพลเรือน สามารถแบ่งได้ ดังนี้

  1. ไพร่หลวง คือ ไพร่ที่สังกัดวังหลวงหรือพระเจ้าแผ่นดิน โดยจะถูกเกณฑ์เข้ารับราชการปีละ 6 เดือน คือเข้าเดือนหนึ่งออกเดือนหนึ่งสลับกันไป โดยไพร่หลวงนี้จะต้องสังกัดอยู่ในกรมพระสัสดีซ้าย -ขวา ,นอก -ใน ไพร่หลวงที่เป็นผู้ชายเมื่อเกิดศึกสงครามขึ้นมาก็จะต้องออกไปรบได้ทันทีโดยไม่มีข้อแม้
  2. ไพร่สม เป็นไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้มูลนายและขุนนางที่มีตำแหน่งทางราชการเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน มูลนายจะมีไพร่มากน้อยขึ้นอยู่กับ ยศ ตำแหน่ง ศักดินา ไพร่สมต้องทำงานให้ราชสำนักปีละ 1 เดือน ส่วนเวลาที่เหลือรับใช้มูลนายหรือส่งเงินแทน เมื่อถึงยามสงครามทุกคนต้องเป็นทหารป้องกันอาณาจักร เมื่อมูลนายถึงแก่กรรมไพร่สมจะถูกโอนมาเป็นไพร่หลวง นอกจากบุตรจะขอควบคุมไพร่สมต่อจากบิดา มีบางครั้งพวกไพร่หลวงหนีไปสมัครเป็นไพร่สมอยู่กับเจ้านาย กฎหมายอยุธยามีบทลงโทษถึงจำคุกและถูกเฆี่ยนถ้าหากจับได้ นอกจากนั้น กฎหมายอยุธยายังได้กำหนดอีกว่า ถ้าพ่อกับแม่สังกัดแตกต่างกันเช่นคนหนึ่งเป็นไพร่หลวง อีกคนหนึ่งเป็นไพร่สม ลูกที่เกิดออกาจะต้องแยกสังกัดตามที่กฎหมายกำหนด
  3. ไพร่ราบ หมายถึง ไพร่ที่สังกัดมูลนาย มีอายุระหว่าง 13-17 ปี มีศักดินาระหว่าง 15
  4. ไพร่ส่วย คือ ไพร่หลวงที่ไม่อยากถูกเกณฑ์เข้ารับราชการ ก็จะต้องเสียเงินทดแทน หรือส่งสิ่งของมาให้หลวงแทน เช่น ดีบุก ฝาง หญ้าช้าง เพื่อให้ไม่ต้องถูกเกณฑ์เข้ามารับราชการ ถ้าไม่นำสิ่งของเหล่านี้มาจะต้องจ่ายเงิน โดยเงินที่ส่งมาจะถูกเรียกว่า “เงินค่าราชการ” ซึ่งอาจจะเป็นเดือนละ 4-6 บาทแล้วแต่จะกำหนด
  5. เลก เป็นคำรวมที่ใช้เรียกไพร่หัวเมืองทั้งหลายตลอดจนข้าทาส พวกเลกหัวเมือง ยังขึ้นกับกระทรวงใหญ่ ๒ กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย และกลาโหม ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

ระบบไพร่ดำรงอยู่จนกระทั่งถึงกลางสมัยรัตนโกสินทร์ และค่อย ๆ จางหายไปเอง เมื่อมีการนำระบบภาษีอากร และระบบเกณฑ์ทหารแบบสมัยใหม่มาใช้

---

---


ทาส ในสมัยอยุธยา

ในประเทศไทย ทาสได้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ชนิด (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา โดยในสมัยก่อนหน้านั้นยังเป็นข้อถกเถียงของนักวิชาการ) ได้แก่

  1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง
  2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้
  3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดกทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป
  4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่นอีกทีหนึ่ง
  5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ
  6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส
  7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้

การพ้นจากความเป็นทาส

การพ้นจากความเป็นทาสสามารถเกิดขึ้นได้ จากเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

  • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน
  • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส
  • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้
  • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส
  • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง
  • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตราพระราชบัญญัติขึ้น เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ให้มีผลย้อนหลังไปถึงปีที่ พระองค์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ จึงมีบัญญัติว่า ลูกทาสซึ่งเกิดเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2411 ให้มีสิทธิได้ลดค่าตัวทุกปี โดยกำหนดว่าเมื่อแรกเกิด ชายมีค่าตัว 8 ตำลึง หญิงมีค่าตัว 7 ตำลึง เมื่อลดค่าตัวไปทุกปีแล้ว พอครบอายุ 21 ปี ก็ให้ขาดจากความเป็นทาสทั้งชายและหญิง

ข้าทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม กลายเป็นราษฎรสยามและสามารถประกอบอาชีพที่หลากหลายได้ จนกระทั่งปี 2448 ก็ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสฉบับจริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448)

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

(18377)